ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ !!จำไว้ให้ขึ้นใจ "ข้อห้ามสำคัญ" ก่อนจะก้าวเข้าดินแดน "ป่าคำชะโนด" ไม่อยากเจอดีอย่าแม้แต่จะคิดฝ่าฝืน!!

2017-05-08 20:55:13



เชื่อว่าทุกคนคงจะเคยได้ยินเรื่องราวของ "ป่าคำชะโนด" ที่เรียกว่าเป็นดินแดนของพญานาค เดิมคนท้องถิ่มเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า "วังนาคินทร์คำชะโนด" เพราะมีบ่อน้ำผุดขึ้นอยู่กลางดงชะโนด มีลักษณะเป็นบ่อน้ำเล็กๆ แต่กลับมีน้ำซึมออมมาตลอดเวลา ชาวบ้านมีความเชื่อว่าเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่พญานาคประทานมาให้ ซึ่งเชื่อว่าใครที่มาอธิฐานขอสิ่งที่ปราถนาหน้าบ่อน้ำแห่งนี้ก็จะได้ตามที่ประสงค์ หากแต่สิ่งที่ขอนั้นต้องไม่เบียดเบียนผู้อื่น บางคนก็นำน้ำในบ่อไปดื่มกินเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วย แต่ความเชื่อและความศัทธามันไม่ได้เกิดกับทุกคน เพราะมีบางคนที่ได้หลบหลู่ โดยตักน้ำจากบ่อมาล้างเท้า จากที่จะหายป่วยกลับได้รับความทุกข์ทรมานมากกกว่าเดิม

 

ป่าคำชะโนด

 

บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์

 

 

 

ในส่วนของทางเข้าที่เชื่อกันว่ามีทางเดินที่เชื่อมจากโลกภายนอกกับผืนป่าอันศักดิ์สิทธิ์เข้าไว้ด้วยรูปปั้นพญานาค 2 ตัว 7 เศียร นอนเลื้อยยาวไปจนสุดทางเดินราว 300 เมตร เพื่อสะท้อนถึงพลังอำนาจและบารมีของพญานาครา  เมื่อเดินไปจนเกือบกึ่งกลางของทางเดิน เป็นจุดรอยแยกที่ชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นรอยต่อระหว่างโลกมนุษย์กับบาดาล พบเห็นได้อย่างชัดเจนอยู่ระหว่างรอยต่อของผืนน้ำและพื้นป่าคำชะโนด แม้ที่ผ่านมาจะพยายามซ่อมใหม่หลายครั้ง แต่ก็ไม่สามารถเชื่อมให้ติดกันได้

 

 

ทางเข้า

 

จุดรอยแยกแบ่งดินแดง

 

 

แต่การที่ประชาชนจะเดินทางเข้าสู่ดินแดนพญานาคแห่งนี้มี "ข้อปฏิบัติและข้อห้าม" ของผู้ที่จะเข้าไปในป่าลี้ลับคำชะโนดแห่งนี้ คือ " ต้องไม่สวมหมวก แว่นตา กางร่ม ห้ามใส่รองเท้าทั่วทั้งบริเวณป่า และที่สำคัญห้ามนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ เข้าไปโดยเด็ดขาด" เพราะถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นการดูหมิ่นผู้ปกปักรักษาผืนป่า ซึ่งในอดีตมีอีกหนึ่งข้อห้ามสำคัญในการจะเข้าไปในป่าคำชะโนด คือ "ห้ามใส่เสื้อสีแดง" ไม่รู้ว่าเพราะอะไร หากใครที่ใส่เข้ามามักจะเกิดเหตุแปลกๆ จนทำให้อยู่ในบริเวณป่าแห่งนี้ไม่ได้  แต่พอได้ทำพิธีขอยกเว้นปัจจุบันจึงทำให้ใส่เข้ามาได้

 

ประชาชนหลั่งไหลเข้าไป

 

 

ส่วนตำนานของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ป่าคำชะโนดที่เล่าขานสืบต่อกันมาก มีพญานาคอยู่สองตนได้ปกครองเมืองกระแสโดยครึ่งหนึ่งเป็นของ สุทโธนาค  ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นของ สุวรรณนาค ทั้งสองปกครองเมืองอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข แต่มีข้อตกลงร่วมกันอยู่ว่า ถ้าเมื่อฝ่ายใดออกไปล่าสัตว์หาอาหาร อีกฝ่ายหนึ่งจะต้องไม่ไป เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดการกระทบกระทั่งกันและเมื่อฝ่ายที่ออกไปล่าสัตว์หาอาหารมาได้นั้น ให้นำมาแบ่งกันอย่างละครึ่ง  เมื่อสุทโธนาคออกไปล่าสัตว์ได้เนื้อช้างมา จึงนำเนื้อช้างที่ได้แบ่งให้สุวรรณนาค พร้อมทั้งนำขนของช้างไปยืนยันว่าเป็นเนื้อช้างจริง เมื่อถึงคราวที่สุวรรณนาคออกไปล่าสัตว์ครั้งนี้ได้เม่นมาเป็นอาหาร จึงได้นำเนื้อเม่น และขนของเม่นไปมอบให้แก่สุทโธนาคเหมือนเช่นเคย

 

ศาลพญาศรีสุทโธนาคราช

แต่สุทโธนาคกลับแสดงความไม่พอใจ เพราะเมื่อดูจากขนของเม่นที่มีขนาดใหญ่กว่าขนของช้าง ปริมาณเนื้อที่ได้ก็ควรมีมากกว่าเนื้อของช้าง แต่ปริมาณเนื้อนั้นกลับมีน้อยกว่ามากนัก จึงคิดว่าสุวรรณนาคไม่มีความซื่อสัตย์ ฝ่ายสุวรรณนาคพยายามอธิบายอย่างไรก็ไม่เป็นผล จึงเกิดสงครามระหว่างสุทโธนาค และสุวรรณนาค พอพระอินทร์ได้ทราบเรื่อง จึงหาวิธีการที่จะทำให้พญานาคทั้งสองนั้นหยุดทำสงครามกัน

 

รากต้นมะเดื่อ

 

โดยให้พญานาคทั้งสองสร้างแม่น้ำขึ้นคนละสาย ถ้าใครสร้างได้ถึงทะเลก่อนจะให้ปลาบึกขึ้นอยู่ในแม่น้ำนั้น  สุทโธนาคเป็นผู้ที่สร้างแม่น้ำได้เสร็จก่อน จึงมีปลาบึกขึ้นอยู่ในแม่น้ำโขงเพียงแห่งเดียว และเมื่อเป็นเช่นนั้น สุทโธนาคก็ได้ขอทางขึ้น-ลง ระหว่างเมืองบาดาล กับเมืองมนุษย์ไว้อีก 3 แห่ง หนึ่งในนั้นคือ คำชะโนด ซึ่งมีต้นชะโนดขึ้นเป็นสัญลักษณ์ให้กับสุทโธนาค พร้อมบริวารสามารถกลายร่างเป็นมนุษย์และตั้งบ้านเมืองปกครองอยู่ที่คำชะโนด ในเวลาข้างขึ้น 15 วัน และอีก 15 วันข้างแรม ให้กลายเป็นนาคอาศัยอยู่เมืองบาดาล

 

รูปปั้นพญานาค
 

เรื่องนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณให้การรับชม แต่ไม่เชื่ออย่าลบหลู่จะดีกว่า

 

 

ภาพจาก : pantip
ขอบคุณข้อมูลจาก wikipedia , palungdham

เรียบเรียง และ เขียนข่าวโดย

สุภัทชา เผือกกันสี : ทีมงาน ที่สุดดอทคอม





ข่าวที่เกี่ยวข้อง




Copyright © 2017 News-Lifestyle All Rights Reserved